ศาลโลก กับกรณีปราสาทพระวิหาร

United_Nations_

ศาลโลกถือว่าเป็นองค์กรด้านความยุติธรรมแห่งหนึ่งที่ถือว่า มีอำนาจสูงที่สุดแล้วในโลกใบนี้ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก มีหน้าที่เข้ามาให้ความยุติธรรมระหว่างรัฐต่อรัฐในกรณีพิพาทต่างๆ  ซึ่งไทยเราเองก็เคยได้ขึ้นศาลโลกเช่นกันซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ไทยเราต้องจดจำมาถึงทุกวันนี้เลย นั่นคือกรณีปราสาทพระวิหารกับประเทศเพื่อนบ้าน

จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท

เด็กๆ  รุ่นใหม่อาจจะลืมเรื่องราวปราสาทเขาพระวิหารไปแล้ว เราจะกลับไปย้อนความคดีประวัติศาสตร์นี้กันสักหน่อย เรื่องราวข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหารนั้นต้องย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2501 ที่ไทยและกัมพูชาได้มีข้อพิพาทกันเรื่องการอ้างสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหาร เนื่องจากปราสาทเขาพระวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาพอดี ฝั่งไทยจะตั้งอยู่ที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ สิ่งที่ทำให้เรามีข้อพิพาทกัน เนื่องจากไทยและกัมพูชานั้นถือแผนที่คนละฉบับ เลยไม่รู้ว่าตกลงแล้ว เขาปราสาทพระวิหารเป็นของใครกันแน่จึงทำให้ต้องขึ้นศาลโลกเพื่อวินิจฉัยเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่ผลปรากฏว่าศาลโลกมีคำตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ในวันที่ 15 มิถุนายน 2505

การตีความใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี การตัดสินดังกล่าวก็ยังไม่ชัดเจนขึ้นด้วยเช่นกัน จุดที่ไม่ชัดเจนนั่นคือ การตีความ เรื่องของตีความรอบด้านที่ ศาลโลก ไม่ได้ตัดสินว่าพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารนั้น เป็นของใครกันแน่ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้นอกจากจะสำคัญด้านมรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ยังมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องกันด้วยจนทำให้เมื่อปี 2556 ศาลโลก ได้มีการตีความและขยายความเพิ่มเติมในคำตัดสินดังกล่าว ให้ กัมพูชา มีสิทธิเหนืออธิปไตยพื้นที่รอบปราสาทนั่นด้วย เป็นอันจบมหากาพย์เรื่องนี้ที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

United-Nations_

เครื่องมือทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คดีนี้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง คงเป็นเพราะว่าตอนนั้น การตีความครั้งที่สองในเรื่องพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารนั้น ได้มีการนำไปบิดเบือน เปลี่ยนแปลงคำพูด และตีความเข้าข้างตัวเองเพื่อนำเรื่องราวเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และโจมตีรัฐบาลในตอนนั้น จนเกิดกระแสคลั่งชาติระลอกใหญ่ขึ้นมาทีเดียวตอนนั้น

การพัฒนาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ทางไทยเองตอนนั้นนอกจากจะต้องยับยั้งไม่ให้ผลของการตีความครั้งนี้ของศาลโลกเกิดไฟลามทุ่งจนกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศแล้ว อีกทางหนึ่งก็จะมีการเจรจาเพื่อพัฒนาและใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชาต่อไป ซึ่งเอาจริงๆ แล้วปราสาทเขาพระวิหารเองก็เปรียบเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศมากกว่าจะเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง