หน้าที่จำเป็นของศาลโลกที่ต้องทำ

The necessary duties of the World Court to do

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก ศาลนี้ตั้งขึ้นด้วยกฎบัตรสหประชาชาติ  ในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งถูกจัดอยู่ในเสาหลักของระบบสหประชาชาติ ปฏิบัติงานต่อเนื่องมาจากศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 แต่ต่อมาได้ยุบไปพร้อมกับสันนิบาตชาติ โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอยู่ในความดูแลของสหประชาชาติ และมีบัลลังก์ ณ วัง Peace Palace กรุง Hague ประเทศเนเธอร์แลนด์n

ศาลโลก มีหน้าที่พิจารณาตัดสินคดีต่างๆ ซึ่งเป็นกรณีพิพาทตั้งแต่ประเทศ 2 ประเทศขึ้นไป เช่น ข้อพิพาทเรื่องดินแดน , การละเมิดอำนาจอธิปไตย , ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เป็นต้น แต่การที่จะสามารถนำคดีเหล่านั้นมาตัดสินได้ ประเทศเกี่ยวข้องจะต้องยินยอมก่อนเท่านั้น

อีกทั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยังมี อำนาจวินิจฉัยกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่

  • ตามสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติร้องขอ
  • ตามองค์กรอื่นภายใต้สหประชาชาติร้องขอโดยต้องผ่านการได้รับการอนุมัติจากสมัชชาใหญ่เสียก่อน
  • ตามได้มีการให้อำนาจวินิจฉัยโดยสนธิสัญญา

ตุลาการแห่งศาลโลก ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 15 คน แต่ล่ะคนดำรงอยู่ในตำแหน่งคราวละ 9 ปี คนละหนึ่งวาระ สำหรับการพิจารณาคดี จำเป็นต้องมีตุลาการอย่างน้อย 9 คน ส่วนศาลจะเลือกประธานและรองประธานเอง

หลักการของศาลโลก

เน้นหลักการ ‘ความยินยอม’ โดยขึ้นอยู่กับความยินยอมของคู่กรณี  ถ้าคู่กรณีไม่ขึ้นศาล ศาลก็ไม่อาจพิจารณาคดีได้ โดยศาลโลกจะพิจารณาคดีระหว่างรัฐบาลของกลุ่มสมาชิก ซึ่งเป็นสมาชิกของ UN อีกทั้งยังต้องยอมรับอำนาจของศาลโลก ปัจจุบันเข้าร่วม 62 ประเทศ จากสมาชิกทั้งหมด 188 ประเทศ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เองก็ให้การยอมรับต่ออำนาจศาลโลก ถึงแม้ไม่ได้เป็นสมาชิกของ UN ก็ตาม

ประเทศไทยกับศาลโลก

ประเทศไทยเองก็เคยขึ้นศาลโลก มาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยทั้ง 2 ครั้ง มีคู่กรณีเดียวกัน คือ ประเทศกัมพูชา ในเรื่องเขาพระวิหาร สำหรับในครั้งแรก เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2502 จากข้อขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหาร เพราะประเทศไทยและกัมพูชาต่างถือแผนที่ตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักคนละฉบับ จึงก่อให้เกิดปัญหาอาณาเขตทับซ้อนของ บริเวณที่เป็นที่ตั้งของปราสาท จึงต้องนำเรื่องนี้ไปตัดสิน  ณ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาโดยสมบูรณ์ ด้วยคะแนนเสียงมากถึง 9 ต่อ 3

หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2556 ไทยกับกัมพูชาขึ้นศาลโลกเป็นครั้งที่ 2 เพื่อช่วยตัดสินเรื่องเขตแดนเรื้อรังจนกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ยาวนานถึง 50 ปี สุดท้ายวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ศาลโลกจึงได้พิพากษาให้ไทยกับกัมพูชาไปเจรจาตกลงกันเอง เพื่อร่วมกันรักษามรดกโลกไว้